สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

     สุขภาพดี คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา สุขภาพดีเป็นสิ่งพรหมลิขิตให้แต่ไม่ทั้งหมด หลายคนไขว่ขว้าหาสุขภาพดี ใช้เงินใช้ทองซื้อทำสปา เข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก ซื้ออาหารลดน้ำหนักมารับประทาน การมีสุขภาพที่ดีต้องอาศัยตัวเองดูแลสุขภาพ ให้เวลากับตัวเองเพียงวันละ 1 ชั่วโมงในการออกกำลังกาย อีก 7 ชั่วโมงในการนอนหลับ และรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ธรรมชาติคงไม่ให้สุขภาพที่ดีแด่คนที่ชอบทำร้ายตัวเองอยู่เรื่อย แม้ว่าจะทราบแล้วว่าสิ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ สุขภาพไม่สามารถซื้อด้วยเงินถึงแม้คุณจะรวยเป็นมหาเศรษฐีหากคุณไม่ดูแลตัวเองให้ดี เงินที่มีอยู่เพียงบรรเทาอาการเท่านั้น หลายท่านคิดว่าการออกกำลังกายเสียเวลา ท่านลองจิตนาการถึงภาระงานที่ท่านรับผิดชอบในแต่ละวันว่ามีมากน้อยเพียงใด หากท่านไม่ดูแลตัวเองและเกิดโชคร้ายท่านเป็นโรคอัมพาตหรือโรคหัวใจ ภาระที่ท่านว่ามากมายจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย ภาระเหล่านั้นใครจะเป็นคนดูแล และหากโชคร้ายถึงขั้นช่วยตัวเองไม่ได้ ใครจะมาเป็นคนดูแลท่าน ท่านเพียงเสียเวลาวันละประมาณ 1 ชั่วโมง หรือท่านอาจจะใช้เวลาในการดูทีวีและออกกำลังกายไปด้วยกันซึ่งก็จะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้น หลายท่านเชื่อว่า คนผอมเท่านั้นที่มีสุขภาพดี จึงทำการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเป็นการใหญ่เพื่อให้น้ำหนักได้มาตรฐาน แต่การลดน้ำหนักอาจจะเป็นเรื่องลำบาก และการอดอาหารเป็นเวลานานๆอาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพ จึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่หมายถึงการที่เราดูแลตัวเองอย่าถูกต้องตั้งแต่เรื่อง การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การป้องกันโรค การลดหรือเลิกสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ร่างกายเรากระปี้กระเปร่าพร้อมที่จะดำเนินชีวิตประจำวัน เนื้อหาที่จะกล่าวจะเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของท่าน การปฏิบัติตามแนวทางไม่ได้ต้องการให้ท่านมีอายุยาวหมื่นๆปีแต่ต้องการให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย …

ละหุ่ง

ละหุ่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Ricinus communis  L. ชื่อสามัญ :   Castor Bean วงศ์ :   Euphorbiaceae ชื่ออื่น :  มะโห่ง, มะโห่งหิน (ภาคเหนือ), ปี่มั้ว (จีน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร ใบเดี่ยว รูปผ่ามือกว้างและยาว 15-30 ซม. ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด แยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู เปลือกเมล็ดสีน้ำตาล มีหลายชนิด ขึ้นกับพันธุ์ละหุ่ง ส่วนที่ใช้ :  ใบ ราก น้ำมันจากเมล็ด สรรพคุณ : ใบ – เป็นยาขับน้ำนม แก้เลือดพิการ ราก – แก้พิษไข้เซื่องซึม และเป็นยาสมานด้วย น้ำมันจากเมล็ด – ใช้เป็นยาระบายในเด็ก น้ำมันหล่อลื่น เครื่องจักร ใช้ทำสบู่ ใช้เป็นอาหารสัตว์ ..

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Ricinus communis  L.
ชื่อสามัญ :  
 Castor Bean
วงศ์ :  
 Euphorbiaceae
ชื่ออื่น :  มะโห่ง, มะโห่งหิน (ภาคเหนือ), ปี่มั้ว (จีน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร ใบเดี่ยว รูปผ่ามือกว้างและยาว 15-30 ซม. ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด แยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู เปลือกเมล็ดสีน้ำตาล มีหลายชนิด ขึ้นกับพันธุ์ละหุ่ง
ส่วนที่ใช้ :  
ใบ ราก น้ำมันจากเมล็ด

สรรพคุณ :

  • ใบ - เป็นยาขับน้ำนม แก้เลือดพิการ
  • ราก – แก้พิษไข้เซื่องซึม และเป็นยาสมานด้วย
  • น้ำมันจากเมล็ด – ใช้เป็นยาระบายในเด็ก น้ำมันหล่อลื่น เครื่องจักร ใช้ทำสบู่ ใช้เป็นอาหารสัตว์ และใช้ทำสีโป๊รถ
  • โปรตีนจากละหุ่ง -ส่วนหนึ่งของโปรตีนไรซีน ซึ่งเป็นพิษคือ dgA สามารถจับกับ Antibody ของไวรัสเอดส์ เมื่อพบเซลล์ที่มีไวรัส จะปล่อย Ricin ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยที่มีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส และไม่มีผลต่อ Daudi Cell ด้วยความสามารถในการเลือกจับเฉพาะเซลล์ที่มีไวรัส
    ** การค้นพบนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกัน หรือเลื่อนเวลาในการเกิดโรคเอดส์

ถ่อน

อื่น ๆ : ทิ้งถ่อน, ถ่อน, ถินถ่อน, นมหวา นุมหวา (ไทยภาคกลาง), แซะบ้อง, เซะบ้อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ชื่อสามัญ : White Siris ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia procera (Roxb.) Benth. วงศ์ : MIMOSEAE ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่ปลูกกันตามข้างถนน ลำต้นเป็นสีขาวนวล ผิวเกลี้ยง มีขนาดเท่าต้นก้ามกราม ใบ : ลักษณะใบก็คล้ายกับใบก้ามกราม ดอก : ดอกนั้นก็เช่นเดียวกันคล้ายกับดอกก้ามกราม ผล : ผลนั้นจะออกเป็นฝัก มีลักษณะแบนและใหญ่ ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก เปลือกต้น ราก ใช้เป็นยา สรรพคุณ : ใบ นำไปเผาไฟแล้วผสมกับน้ำยาสูบฉุน ๆ ละลายปูนขาวข้น ..

อื่น ๆ : ทิ้งถ่อน, ถ่อน, ถินถ่อน, นมหวา นุมหวา (ไทยภาคกลาง), แซะบ้อง, เซะบ้อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ : White Siris
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia procera (Roxb.) Benth.
วงศ์ : MIMOSEAE

ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่ปลูกกันตามข้างถนน ลำต้นเป็นสีขาวนวล ผิวเกลี้ยง มีขนาดเท่าต้นก้ามกราม
  • ใบ : ลักษณะใบก็คล้ายกับใบก้ามกราม
  • ดอก : ดอกนั้นก็เช่นเดียวกันคล้ายกับดอกก้ามกราม
  • ผล : ผลนั้นจะออกเป็นฝัก มีลักษณะแบนและใหญ่

ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก เปลือกต้น ราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ :

  • ใบ นำไปเผาไฟแล้วผสมกับน้ำยาสูบฉุน ๆ ละลายปูนขาวข้น ๆ ใช้ฉีดฆ่าตัวสัตว์และหนอนได้ดีมากเปลือก นำไปต้มกับรากมะตูม รักษาอาการท้องร่วงและอาเจียน
  • เปลือกต้น ใช้เป็นยารักษาท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงธาตุ รักษาธาตุพิการและใช้ขับลมผาย
  • รากหรือแก่น นำไปต้มกินรักษาอาการท้องอืด บรรเทาอาการเจ็บหลัง เจ็บเอว และเส้นท้องตึง

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มีในภาคเหนือและภาคกลาง และในกรุงเทพฯ ก็มีปลูกกันบ้างประปราย เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามป่าหญ้าหรือป่าโปร่ง ในที่ต่ำน้ำท่วมถึง

ตำแยตัวผู้

ชื่ออื่น ๆ : ตำแยแมว (ภาคกลาง), หานแมว (ภาคเหนือ)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acalypha indica Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE.

ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง และมีขนาดเล็กเนื้อภายในอ่อน และไม่แข็งแรง ลำต้นสูงประมาณ 2 ฟุต เท่านั้น
  • ใบ : ออกใบเดี่ยว มีขนาดเล็กรูปมนรี ปลายใบเรียวเล็ก ขอบใบเป็นจักอยู่รอบใบ มีสีเขียว และใบใหญ่กว่าใบพุทราเล็กน้อย
  • ดอก : จะออกดอกรอบ ๆ ลำต้น ลักษณะของดอกจะคล้าย ๆ กับใบอ่อนที่มีขนาดเล็ก แต่พอบานเต็มที่แล้วใบอ่อนนี้ก็ยังติดอยู่ไม่ร่วง

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้น ปักชำ

ส่วนที่ใช้ : ใบ ต้น และราก

สรรพคุณ :

  • ใบ ใช้รักษาโรคผิวหนัง ขับพยาธิ ช่วยขับเสมหะ หรือใช้ทาแก้โรค rhurmatism ก็ได้
  • ต้น เอาลำต้นที่อ่อน ๆ เป็นยาใช้ล้างเมือกในท้อง และทำให้อาเจียน เป็นยาระบาย
  • ราก ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน เป็นยาถ่าย

ข้อห้ามใช้ : อย่าทานมากจนเกินขนาด เพราะจะทำให้อาเจียนได้

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ในแถบ tropical vegion คือจะพบอยู่ใน Indochina นั่นเอง

ตำรับยา :

  1. ขับพยาธิ โดยนำใบสดมาทำเป็นอาหารทาน โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ หรือใช้ใบสดคั้นเอาน้ำผสมกับกระเทียมก็ได้
  2. โรคผิวหนัง ใช้ใบสด ๆ ตำผสมกับเกลือแกง ทาตรงบริเวณนั้น
  3. ขับเสมหะ โดยนำใบสด ๆ มาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ให้เหลือเพียง 2 ถ้วยแก้ว ดื่มครั้งละ 1 ถ้วย เช้าเย็น
  4. ทำความสะอาดทางเดินอาหาร โดยการนำต้นสดทั้งต้นมาคั้นเอาน้ำ ซึ่งน้ำที่ได้นี้จะใช้เป็น purgative และยังใช้เป็นยาระบายได้

ตำลึง

 ชื่ออื่น ๆ : ผักแคบ (ภาคเหนือ) แคเด๊าะ (กระเหรี่ยงและแม่ฮองสอน) ตำลึง,สี่บาท (ภาคกลาง) ผักตำนิน (ภาคอีสาน)
ชื่อสามัญ : Ivy Gourd
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia grandis (L.) Voigt)
วงศ์ : CUCURBITACEAE

ลักษณะทั่วไป :

  • ต้น : เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยที่มีมือจับ เพื่อเอาไว้เกาะยึดหลักหรือต้นไม้อื่น ๆ ลำเถาสีเขียว
  • ใบ : ออกใบเดี่ยว สลับกันไปตามลำเถา ลักษณะของใบจะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีสีเขียว
  • ดอก : เป็นไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกเพศผู้และเมียจะอยู่คนละต้นกัน ซึ่งสังเกตได้จากใบ ถ้าใบจักมากก็เป็นเพศผู้ แต่ดอกสีขาวทรงกระบอกหัวแฉกเหมือนกัน
  • ผล : มีรูปร่างคล้ายแตงกวา แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลที่อ่อนมีสีเขียว และมีลายสีขาว พอสุกจะกลายเป็นสีแดงสด เนื้อก็สีแดงรับประทานได้

การขยายพันธุ์ : เป็นไม้กลางแจ้ง ที่ขึ้นอยู่ตามรกร้างทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก และเถา

สรรพคุณ :

  • ใบ ถ้านำใบสดมาจะถอนพิษหมามุ้ย แก้เจ็บตา ตาฝ้า ตาแดง ตาแฉะ ใช้เป็นยาเย็นดับพิษร้อนก็ได้
  • ราก ของตำลึงนี้มีรสเย็น ทำเป็นยารักษาแก้ดวงตาที่ขึ้นเป็นฝ้า และดับพิษต่าง ๆ
  • เถา น้ำที่คั้นได้จากเถาเรานำมาเป็นยารักษาโรคตาเจ็บได้ หรือตาแดงก็ได้
  • ทั้งต้น (เถา ราก ใบ) นำมาเป็นยาใช้รักษาแก้โรคผิวหนัง โรคเบาหวาน แก้หลอดลมอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา :

น้ำคั้นจากใบจะมีสารพวกแอลกอฮอล์ ซึ่งไม่มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง ฉะนั้นจึงไม่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต่อการไหลเวียนของเลือด หรือฤทธิ์ต่อการหายใจ

สารเคมีที่พบ : ภายในใบตำลึง เมื่อนำมาคั้นน้ำจะประกอบด้วยน้ำย่อยอะมีเลส (Amylase) ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยแป้งได้

เตยหอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Pandanus amaryllifolius  Roxb.
ชื่อสามัญ :  
 Pandanus Palm , Fragrant Pandan , Pandom wangi.
วงศ์ :  
  Pandanaceae
ชื่ออื่น : 
  ปาแนะวองิง (มาเลเซีย-นราธิวาส)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก

  • ลำต้นเป็นข้อ
  • ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม
  • ส่วนที่ใช้ :  ต้นและราก, ใบสด

    สรรพคุณ :

    • ต้นและราก  
      –  ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย
    • บสด
      –  ตำพอกโรคผิวหนัง
      –  รักษาโรคหืด
      –  น้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น
      –  ใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแต่งสีขนม

    วิธีและปริมาณที่ใช้ :

    1. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
      ใช้ต้น 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ต้มกับน้ำดื่ม
    2. ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ
      ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม  รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง
    3. ใช้เป็นยาแก้เบาหวาน
    4. ใช้ราก 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เข้าเย็น

 

กระเจี๊ยบแดง

 

 

 ชื่ออื่น ๆ : กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ภาคกลาง), ส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มปู(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ส้มตะเลงเครง(ตาก) , ผักเก็งเค็ง,ส้มพอเหมาะ

ชื่อสามัญ : Jamaican Sorrel, Rosella
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa Linn.
วงศ์ : Malvaceae

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง
  • ใบ : มีลักษณะอยู่หลายชนิด ขอบใบเว้าลึก 3 หยัก หรือเรียบตัวใบเป็นรูปเรียวแหลม สำหรับก้านของใบนั้นจะยาวประมาณ 5ซม.
  • ดอก : ดอกมีสีชมพูตรงหลางจะมีสีเข้มกว่าส่วนนอก ดอกจะออกบริเวณง่ามใบก้านดอกจะสั่น กลีบรองดอกจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมมีประมาณ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้มีสีแดงเข้มหักง่าย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.
  • ผล : เป็นรูปรีปลายแหลม ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง
  • เมล็ด : ส่วนในของเมล็ดรูปไต เป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์จะปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี

ส่วนที่ใช้ : ยอด ใบ กลีบเลี้ยง เมล็ด (ยอดและใบใช้สด กลีบเลี้ยงใช้ตากแห้ง และใบสด เมล็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้ง)

สรรพคุณ :

  • ยอดและใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาบำรุงธาตุและยาระบาย ใช้ภายนอกคือ ตำพอกฝี ต้มชะล้างแผล วิธีใช้โดยแกงหรือต้มกิน ใช้ภายนอก โดยเอาใบตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบฝีต้มเอาน้ำมาล้างแผล
  • กลีบเลี้ยง ทำให้สดชื่น ขับปัสสาวะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ โดยใช้ชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม
  • เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง

ถิ่นที่อยู่ : มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและประเทศอินเดีย

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กกลังกา

 

 ชื่ออื่นๆ : กกต้นกลม, กกขนาก, หญ้าลังดา, กกดอกแดง

ชื่อสามัญ : Umbella plant, Flatsedge
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyperus alternifolius L.
วงศ์ : Cyperaceae
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นออกเป็นกอมีหัวอยู่ใต้ดิน คล้ายจำพวกขิงหรือเร่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 100-150 ซม. ลักษณะของลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นกลมมีสีเขียว
  • ใบ : ใบจะออกแผ่ซ้อน ๆ กัน อยู่ปลายยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาว ปลายใบแหลม กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 18-19 ซม. ใบมีสีเขียว ริมขอบ ใบเรียบใต้ท้องใบสาก ลำต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 18-25 ใบ
  • ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก อยู่รวมกันเป็นใบ ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวแกมเขียว ก้านดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ สีเขียว ยาวประมาณ 6-7 ซม. ดอกแก่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน

การขยายพันธุ์ : กกลังกา เป็นพันธุ์ไม้มักจะขึ้นตามบริเวณที่ ๆ เป็นโคลนหรือน้ำ เช่นข้างแม่น้ำ ลำคลอง สระ หรือบ่อน้ำ มีการขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ
ส่วนที่ใช้เป็นยา : ลำต้น, ใบ, ดอก, ราก, หัว
สรรพคุณ :

  • ลำต้น ทำลายดีอันผูกไว้ซึ่งพิษ ขับน้ำดีให้ตกลำไส้
  • ใบ ฆ่าแม่พยาธิ ซึ่งเป็นตัวนำเชื้อโรคทั้งหมด
  • ดอก แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย หรือปากซีด
  • ราก เป็นยาแก้ช้ำภายใน ขับเลือดเสียออกจากร่ากาย
  • หัว เป็นยาแก้เสมหะเฟื่อง แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ และ ทำให้อยากอาหาร

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม?

��G���Ȳz��vร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม

  • เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง

ถิ่นที่อยู่ : มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและประเทศอินเดีย

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กรดน้ำ

 ชื่ออื่น ๆ : หนวดแมว ขัดมอนเล็ก(ภาคกลาง) , กัญชาป่า กระต่ายจามใหญ่ มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), หญ้าหัวแมงฮุน หญ้าจาดตู้ด (ภาคเหนือ), ช้างไลดุ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน(ฉาน-แม่ฮ่องสอน), เทียนนา(จันทบุรี) ตานซาน(ปัตตานี), หูปลาช่อนตัวผู้(ตราด), ขัดมอนเทศ(ตรัง), แหย่กานฉ่าน(จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า(แต้จิ๋ว)

ชื่อสามัญ : Sweet Broomweed, Macao tea
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scoparia dulcis
วงศ์ :SCROPHULARIACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นไร้ขน มีความสูงประมาณ 25-80 ซม.
  • ใบ : เป็นสีเขียวแก่ ใบเล็ก ขอบของใบจะหยักแบบฟันปลายาวประมาณ 1-2 นิ้ว ใบออกตรงข้ามกันเป็นเกลียวรอบกิ่ง
  • กิ่ง : กิ่งเล็กเรียว กิ่งแผ่สาขามาก
  • ดอก : ดอกสีขาว เล็ก กลีบเลี้ยงมีจำนวน 4 กลีบ เกสรตัวเมียมี 1 อัน ต้นหนึ่งจะมีดอกมาก

ส่วนที่ใช้ : ใบ, ลำต้น, ราก
สรรพคุณ :

  • ใบ ใช้ขับระดูขาว แก้ไอ ลดไข้ บำรุงธาตุ แก้ปวดฟัน หลอดลมอักเสบ
  • ลำต้น ลดอาการเป็นหัด คอเจ็บ จุกเสียด อาเจียน แก้ไอ ลดไข้ ท้องเดิน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ แก้ผื่นคัน แก้ขัดเบา แก้ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ลดอาการบวมน้ำจากปัสสาวะ
  • ราก ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ เป็นต้น

ตำรับยา

  1. เด็กที่เป็นไข้ให้ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำ ใส่น้ำตาลพอมีรสชาติ แล้วกรองเอาน้ำกิน
  2. เป็นผื่นคัน ให้ใช้ลำต้นที่สดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาที่เป็น
  3. ขาบวมเนื่องจากเป็นโรคเหน็บชา ใช้ลำต้นที่สดขนาด 30 กรัม แล้วเอากินทุกเช้า-เย็นหลังอาหาร
  4. เป็นหัด ให้ใช้ลำต้นที่สด ต้มแล้วกรองเอาน้ำกินติดต่อกัน 3 วัน
  5. ลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ปัสสาวะขัด ใช้ลำต้นขนาด 15-30 กรัม ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำกิน
  6. มีอาการเจ็บคอ ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 120 กรัมตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง รับประทาน
  7. ไอ ใช้ลำต้นที่สด ประมาณ 30-60 กรัม ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำรับประทาน

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กรรณิกา

ชื่ออื่น ๆ : กันลิกา
ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes abor-tristiis Linn
วงศ์ : VERBENACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มที่มีขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลาง
  • ใบ : ใบหนา ค่อนข้างแข็ง ลักษณะโคนใบมน ปลายใบแหลมขนาดใบโตเท่ากับใบมะยม พื้นผิวใบหยาบ สากระคายมือ
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ คล้ายกับดอกพริกป่าหรือดอกพุดฝรั่ง ลักษณะของดอก โคนดอกเป็นหลอด ปลายดอกแยกเป็นกลีบประมาณ 5-7 กลีบ มีลักษณะเป็นจานคล้ายรูปกงจักรดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนก้านดอกมีสีแดง หรือสีส้ม (แสด)

การขยายพันธุ์ : เป็นพันธุ์ไม้ที่มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามบ้าน ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : ใบ, เปลือก, ดอก

สรรพคุณ :

  • ใบ ใช้แก้โรคปวดตามข้อ แก้ไข้ เป็นยาระบาย ยาขับน้ำดี ยาขมเจริญอาหาร ยาแก้ตานขโมย
    วิธีใช้ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลดื่ม
  • เปลือก ใช้เปลือกชั้นใน แก้ปวดศีรษะ
    วิธีใช้ ด้วยการต้มเปลือกน้ำดื่มหรือนำไปผสมกับปูนขาวก็จะให้เป็นสีแดง
  • ดอก แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ราก เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงผิวหนังให้สดชื่น แก้ลมและดี แก้ผมหงอก แก้อุจจาระเป็นพรรดึก แก้ไอใช้ต้มหรือฝนรับประทาน

ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบอยู่ทั่วไป ในทวีปเอเชียเขตร้อน เช่น ในประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เป็นต้น

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กระจับนก

ชื่ออื่น ๆ : มะดะ (เชียงราย) กระจับนก (เชียงใหม่)
ชื่อสามัญ :-
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Euonymus cochinchinensis Pierre
วงศ์ : CELASTRACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่ม ขนาดเล็ก มีเส้นรอบวงยาวประมาณ 5.5 นิ้ว มีความสูงประมาณ 12 มม.
  • ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบเข้าหากัน ริมขอบใบค่อนข้างเรียบหรือมีหยักเล็กน้อย ผิวเนื้อบาง ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-3 นิ้ว ยาวประมาณ 2-6.5 นิ้ว ก้านใบยาวประมาณ 3-8 มม. ใบออกตรงข้ามกันเป็นคู่
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ๆ หนึ่งยาว 1-4 ดอกออกบริเวณง่ามใบ ดอกมีลักษณะเป็นสีเหลืองอมเขียว หรือสีเหลืองออ่น กลีบรองกลีบดอก และกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ กลีบรองกลีบดอกเล็ก ยาวราว 1.5-2.5 มม. กว้างราว 2-4 มม. โคนกลีบของมันเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นกลีบดอก มีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 มม. โคนดอกแผ่ออกเป็นจานค่อนข้างกลม ตรงกลางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้ และตัวเมีย
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ส่วนปลายผลนูน จักเป็นพูลึก 5 พู ยาวราว 1 ซม.
  • เมล็ด : เมล็ดเป็นรูปรี ปลายและโคนมน มีขนาดยาวราว 5-6 มม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง ทนต่อความร้อน และแสงแดดได้ดี มีการขยายพันุ์ด้วยการตอนกิ่ง หรือการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เปลือก

สรรพคุณ เปลือก นำเอามาดองหรือแช่ในสุรา ใช้ดื่มกินก่อนอาหารจะทำให้อยากอาหาร รับประทานอาหารได้มาก

ถิ่นที่อยู่ : กระจับนก เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณป่าที่มีระดับต่ำถึง 1.3 กม.

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กระชับ

ชื่ออื่น ๆ : มะขะขัดน้ำ (ภาคเหนือ), หญ้าผมยุ่ง(เชียงใหม่) ขี้อัน,เกี๋ยงน้ำ(ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ขี้อันน้ำ(นครพนม), ขี้อันดอน(ขอนแก่น,เลย) ขี้ครอก(ราชบุรี)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Xanthium strumarium Linn.
วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ลักษณะลำต้นตั้งตรง กิ่งก้านของมันมีขนขึ้นประปราย
  • ใบ : ใบมีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ใบจักเว้าเป็น 3-5 แฉก ริมขอบใบหยิกเป็นซี่ฟันปลา เนื้อใบบาง พื้นผิวหลังและใต้ท้องใบหยากสาก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5 นิ้ว ก้านใบยาวประมาณ 1-4 นิ้ว
  • ดอก : ลักษณะดอกมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกันดอกเพศผู้มีลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดเล็ก ส่วนปลายท่อกลีบจะเป็นหยัก 5 หยัก และตรงกลางดอกก็จะมีเกสรตัวผู้โผล่พ้นท่อดอกออกมา ดอกจะออกบริเวณปลายยอด สำหรับดอกเพศเมียจะออกบริเวณง่ามใบ มีดอก 2 ดอก เป็นดอกไม่มีกลีบ มีริ้วประดับเป็นรูปรี ตรงท่อเกสรตัวเมียจะแยกออกแฉกยาว
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี มีความกว้างประมาณ 6-12 มม. ยาวประมาณ 10-18 มม. ปลายผลมีจะลอยแหลม 2 อัน พื้นผิวมีหนามยาวประมาณ 1.5-2 มม. ผลไม่มีก้าน

การขยายพันธุ์ :เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นบริเวณริมตลิ่ง ชายทะเล หรือตามที่รกร้าง ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ :ลำต้น ใบ ราก ผล เมล็ด

สรรพคุณ :

  • ลำต้น เป็นยาแก้โรคมาลาเรีย ขับเหงื่อ ขับน้ำลาย ระงับประสาท แก้โรคไขข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปวดประจำเดือน มุตกิด โรคกระเพาะอักเสบ แก้ปวดกล้ามเนื้อเป็นต้น
  • ใบ แก้โรคที่เกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง งูสวัด เริม ใบและลำต้น ตำให้ละเอียดพอกแผลบวมปวด แมลงกัดต่อย รักษาโรคหิด นำมาต้มเอาน้ำมาล้างแผล ปวดศีรษะ ปวดหู แก้หวัด
  • ราก ยาแก้วัณโรคต่อมน้ำเหลือง มะเร็ง เป็นยาขมเจริญอาหาร รากและใบ เป็นยาสมานแผล ห้ามเลือด
  • ผล เป็นยาแก้ไข้ทรพิษ ยาเย็น ยาบำรุง แก้ริดสีดวงจมูก ระงับการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ อัมพาต ลมพิษ โรคท้องมาน เป็นต้น
  • เมล็ดและใบ แก้โรคเรื้อน

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กระชาย

ชื่ออื่น ๆ : หัวละแอน (ภาคเหนือ) กระชาย กะชาย(ภาคกลาง) ขิงทราย ขิงแดง ขิงกระชาย(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia pandurata Holtt.
วงศ์ : ZINGLBERACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นมีความสูงประมาณ 9 ซม. ส่วนกลางของลำต้นเป็นแกนแข็ง มีกาบหรือโคนใบหุ้ม
  • ใบ : มีกลิ่นหอม ก้านใบแทงขึ้นจากหัวในดิน ออกเป็นรัศมีติดผิว ขนาดใบจะกว้าง 7-9 ซม. ยาว 30-35 ซม.
  • ดอก : มีสีม่วงดอกออกเป็นช่อ กลีบรองกลีบดอกเชื่อมต่อกัน มีรูปลักษณะเป็นท่อ มีขน โคนเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว เกสรตัวผู้จะเหมือนกับกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลาย ท่อเกสรตัวเมียขนาดยาว เล็ก ยอดของมันเป็นรูปปากแตร เกลี้ยงไม่มีขน

การขยายพันธุ์ : จะใช้ส่วนที่เป็นเหง้า หรือหัวในดิน ปลูกได้ดีในดินที่ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ดินเหนียว ดินลูกรังไม่เหมาะที่จะปลูก

ส่วนที่ใช้ : รากเหง้า หรือหัวที่อยู่ในดิน

สรรพคุณ : เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ใจสั่นหวิว ขับปัสสาวะพิการ แก้บิดมูกเลือด แก้ปวดมวนในท้อง ท้องเดิน ใช้หัว หรือเหงาปิ้งไฟให้สุกินกับน้ำปูนใส ถ้าเป็นโรคที่เกี่ยวกับกามตายด้านหรือบำรุงกำหนัด ใช้นมกระชายดำและหัวดอง หรือแช่กับเหล้ากิน

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

กระดังงาไทย

ชื่ออื่น ๆ : กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่ กระดังงาไทย กระดังงา กะดังงา (ภาคกลาง) สะบันงาต้น สะบานงา สะบานงา (ภาคเหนือ) กระดังงา กระดังงอ (ภาคใต้)
ชื่อสามัญ : Perfume Tree, llang-llang,Ylang-Ylang
ชื่อวิทยาศาสตร์ :?Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson
วงศ์ : ANONACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร เปลือกลำต้นของมันจะเป็นสีเทาเกลี้อง
  • ใบ : มีสีเขียวอ่อน ใบบางนิ่ม รูปลักษณะของมันยาว ส่วนปลายแหลม มีติ่ง โคนของใบมน กลม และใบจะออกเรียงสลับห้อยลง
  • ดอก : สีของดอกที่ออกมาใหม่สีเขียว พอแก่จัดก็จะเป็นสีเหลืองอมเขียว หรือสีเหลืองอ่อน ลักษณะของดอกใหญ่ออกทีละ 3-6 ดอก กลีบดอกของมันยาวห้อยลง มีประมาณ 6 กลีบ กลีบชั้นนอก ปลายเรียวยาว ขอบของมันเป็นหยักเป็นคลื่น รูปกลีบแคบ กลีบยาวประมาณ 4-5 นิ้ว กลีบชั้นในจะสั้นและเล็กกว่าเล็กน้อย กลิ่นของดอกมีกลิ่นหอมฉุน
  • ผล : เป็นสีเขียวเข้ม เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลืองคล้ำ ผิวของมันเรียบและผลออกเป็นพวง ประมาณ 4-14 ผล เป็นรูปรี

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการ ตอนกิ่ง แล้วนำไปปลูก ในดินที่ร่วนซุย หรือดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี

ส่วนที่ใช้ : ดอกที่แก่จัด (สีเหลืองอ่อน)

สรรพคุณ : ในดอกของมันที่แก่จัดนั้นจะมีน้ำมันที่มีคุณภาพดี หรือที่เรียกว่าน้ำมันหอมระเหย เป็น ester เช่น benzoic acid.methyl และ formic. Valerianic.aceric และ penene. Terpene. Linalool. Berzyl alcohol. และ geraniol. Safrol. Cadinene และ ses qui-terpene ประเภทอื่น ๆ ฉะนั้นน้ำมันกระดังงา (oil of Ylong-Ylong) ใช้ปรุงน้ำอบ น้ำหอม เครื่องสำอาง ใช้ทำน้ำเชื่อมหรือปรุงขนมหวาน ต่าง ๆ เช่น ทับทิมกรอบ ข้าวต้มน้ำวุ้น สลิ่ม เป็นต้น และยังใช้ผสมยาน้ำหอมหรือยาอื่น ๆ เช่น แก้ลม บำรุงธาตุ บำรุงเลือด อ่อนเพลีย

อื่น ๆ : น้ำมันกระดังงาชนิดที่มีคุณภาพ จะไม่มีสีหรือมีสีก็มีเพียงสีเหลืองเรื่อ ๆ เท่านั้น

ถิ่นที่อยู่ : ปลูกทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน เช่น ฟิลิปปินส์ ประเทศพม่า ประเทศไทย เป็นต้น

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

แก้วลืมวาง

vชื่ออื่น ๆ: เก็งชุ้งล้อ (จีน-กรุงเทพฯ) แก้วลืมวาง (เชียงใหม่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dianthus chinensis Linn
วงศ์ : CARYOPHYLLACEAE

ลักษณะทั่วไป

  • ต้น: เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง มีความสูงเพียง 5-18 นิ้ว แตกกิ่งก้านเป็นจำนวนมาก
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปหอกแคบ ขนาดเล็ก ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน โคนใบจะเชื่อมติดกันเล็กน้อย
  • ดอก : ดอกออกตรงบริเวณปลายยอด มี 1-3 ดอก ลักษณะของดอกมีกลีบรองกลีบดอก ยาวราว 16-24 มม. โคนกลีบจะเชื่อมติดกัน ส่วนปลายแยกออกเป็นแฉกแหลม ตั้งตรงมี 5 แฉก และกลีบดอกมีขนาดยาวราว 1-25 มม. ริมขอบกลีบจะหยักเป็นซี่ ๆ ห่างกัน มีสีแดงแกมขาว หรือสีแดงหรือสีแดงดำ กลางดอกมีเกสรตัวผู้ 10 อัน ท่อเกสรตัวเมียแยกเป็น 2 แฉก
  • ผล : ผลมีลักษณะ ปลายผลหยักเป็นซี่เลื่อย 4 ซี่ สีแห้ง

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันเป็นไม้ประดับ เจริญเติบโตได้ดีในที่มีลักษณะเป็นดินอุดมร่วนซุย มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ลำต้น

สรรพคุณ : ลำต้น ใช้เป็นยาแก้โรคมะเร็งผิวหนัง แก้โรคเรื้อน ขับระดู ขับปัสสาวะ เป็นยารักษาบาดแผล รักษาโรคโกโนเรีย และโรคแผลเน่าเปื่อย

ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้กับสัตว์ที่มีครรภ์ เพราะอาจจะทำให้ลูกในท้องแท้งได้

ถิ่นที่อยู่ : แก้วลืมวาง เป็นพรรณไม้พื้นเมืองในเขตอบอุ่นแถบเหนือ

อ้างอิง : พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s